|
นับวันการใช้พลังงานมีแต่จะสูงขึ้นทุก ๆ ปี ความต้องการที่สูงขึ้นนี้สวนทางกับปริมาณน้ำมันที่เหลืออยู่ในโลกอย่างน่าใจหาย ทั่วโลกเริ่มมองหาพลังงานที่จะมาใช้ทดแทนน้ำมัน โดยเฉพาะ "พลังงานหมุนเวียน" อาทิ พลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานจากลม และพลังงานจากพืชและมูลสัตว์
พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นโครงการที่มีการวิจัยกันมากที่สุด และใช้เงินทุนสูงโครงการหนึ่ง
ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์อยู่ 3 แห่ง โดยเฉพาะที่ จ.แม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่า 5,000 เมกะวัตต์ แต่เมื่อรวมทั้ง 3 แห่งแล้วผลิตได้เพียง 5,221 เมกะวัตต์
หากต้องการผลิตพลังไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 1,000 วัตต์ต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 100,000 บาท ถ้าพลังงานไฟฟ้าที่ได้ใน 8 ชั่วโมง จะเป็นค่าพลังงานที่ประหยัดได้จากการลงทุน 5,840 บาทต่อปี เท่ากับว่าการลงทุนจะได้กลับคืนมาใน 17 ปี
แต่การจะเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ได้ไว้ใช้เวลากลางคืนเราต้องลงทุนในหม้อแบตเตอรี่อีก นับว่าเป็นจำนวนเงินไม่น้อย แม้ว่าจะประหยัดพลังงานแต่การจะหาเงินมาลงทุนนั้นก็เป็นสิ่งที่ลำบากเช่นกัน
พลังงานลม
เป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกและหมุนเวียนที่หน่วยงานด้านพลังงานให้ความสนใจมาพักหนึ่งแล้ว และมองดูแล้วน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่อาจเป็นไปได้ 
โดยใช้กังหันลมไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ความเร็วที่ใช้อาจจะเริ่มจาก 3 เมตรต่อวินาที และดีที่สุดควรถึงประมาณ 12 เมตรต่อวินาที แต่ถ้าความเร็วสูงถึง 25 เมตรต่อวินาทีซึ่งเป็นพายุอาจเป็นอันตรายต่อโครงสร้างที่รับกังหันได้ ดังนั้นความสม่ำเสมอของลมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าช่วงไหนไม่มีลมหรือความเร็วต่ำกว่า 3 เมตรต่อวินาที ก็ไม่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้
ข้อมูลจากประเทศที่ใช้พลังงานลมมาก เช่น ทางตอนเหนือของยุโรป ประมาณว่าค่าก่อสร้างกังหันลมผลิตไฟฟ้าบนบกเฉลี่ย 700 - 100 อียูต่อกิโลวัตต์ และถ้าสร้างในทะเลจะต้องลงทุน 1,700 อียูต่อกิโลวัตต์ของกังหันไฟฟ้าที่ติดตั้ง ส่วนค่าบำรุงรักษากังหันไฟฟ้าจะตกประมาณร้อยละ 1-3 ต่อปีของราคาลงทุนที่ติดตั้งบนบก และในทะเลค่าบำรุงรักษาจะเป็นประมาณ 30 อียูต่อกิโลวัตต์ต่อปี หากจะให้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจแล้วต้องใช้กังหันลมที่ผลิตไฟฟ้าได้ขนาด 750 - 850 อียูต่อกิโลวัตต์
พลังงานชีวมวล
ชีวมวลเป็นอินทรีย์สารที่ได้จากพืชและสัตว์ต่างๆ เช่น เศษไม้ ขยะ วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่หาได้ในประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมมีผลผลิตทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก อาทิ แกลบ ฟางข้าว ชานอ้อย กากและกะลาปาล์ม เหง้ามันสำปะหลัง เป็นต้น ซึ่งชีวมวลเหล่านี้สามารถนำมาเผาไหม้เพื่อนำพลังงานความร้อนที่ได้ไปใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า
ชีวมวลแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป เช่น แกลบ จะให้ค่าความร้อนสูง เนื่องจากมีความชื้นต่ำ และไม่ต้องผ่านการบดย่อยก่อนนำไปเผาไหม้ โดยขี้เถ้าที่เกิดจากการเผาแกลบสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเหล็กและแก้วได้ ส่วนชานอ้อยเป็นเชื้อเพลิง ที่เผาไหม้แล้วมีปริมาณขี้เถ้าน้อย จึงมีปัญหาในการจัดการน้อย และขี้เถ้าดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้ปรับปรุงสภาพดินในไร่อ้อยได้อีกน้อย การใช้พลังงานชีวมวลมีข้อดี คือ เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย เนื่องจากมีปริมาณกำมะถันต่ำกว่าเชื้อเพลิงประเภทอื่นมาก และไม่ก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจก นอกจากนี้การนำแหล่งวัตถุดิบที่มีอยู่ภายในประเทศมาใช้ ถือเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเกษตรกรยังมีรายได้เพิ่มจากการขายวัสดุทางการเกษตรที่เหลือใช้อีกด้วย
ส่วนข้อด้อยก็มีอยู่บ้าง คือแม้พลังงานชีวมวลจะมีอยู่มาก แต่มีอยู่อย่างกระจัดกระจายทำให้ยากแก่การรวบรวมเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าในปริมาณมากๆ อย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจและประเมินศักยภาพของการผลิตไฟฟ้าด้วยชีวมวลภายในประเทศ พบว่าเชื้อเพลิงชีวมวลที่เหลือจากการใช้ประโยชน์อื่นๆ สามารถนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าได้ 700-1000 เมกะวัตต์ จะให้ได้ว่า หากพลังงานจากชีวมวลได้รับการพัฒนาให้นำมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจังแล้ว ก็จะเป็นผลดีต่อประเทศชาติไม่น้อยทีเดียว
ไบโอดีเซล
ได้จากน้ำมันพืชหรือไขมันสัตว์ที่ผ่านกระบวนการทางเคมี โดยพืชที่มีศักยภาพในการนำมาผลิตและควรส่งเสริมให้ปลูกเพื่อการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง งา และละหุ่ง โดยเฉพาะปาล์มซึ่งเป็นพืชหลักในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล แต่ปัจจุบันมีโรงงานที่มีกำลังผลิตน้ำมันปาล์ม 10 ล้านลิตร แต่ได้น้ำมันปาล์มเพียง 5 ล้านลิตรที่สามารถนำมาผลิตไบโอดีเซลได้
ซึ่งปัจจุบันกลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์ฉีดเชื้อเพลิงยอมรับการใช้ไบโอดีเซลผสมในน้ำมันดีเซลได้ไม่เกินร้อยละ 5
ในปี 2545 มีผลผลิตปาล์มน้ำมัน 4 ล้านตัน หรือน้ำมันปาล์ม 68,000 ตันต่อเดือน ตลาดมีความต้องการใช้ 55,000 ตันต่อเดือน จะเหลือน้ำมันปาล์มส่วนเกิน 13,000 ตันต่อเดือน นั่น คือปริมาณของน้ำมันที่จะนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลในเชิงพาณิชย์ไม่มากนัก ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนให้รอบคอบ เพื่อให้คุ้มค่าที่สุดในเชิงเศรษฐศาสตร์
เอทานอล
เป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาผสมกับน้ำมันเบนซินแล้วได้แก๊สโซฮอล์ ปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตเอทานอลได้ประมาณ 2.5 หมื่นลิตร/วันเท่านั้น และคาดว่าจะผลิตได้จำนวน 3 ล้านลิตรต่อวัน ในปี 2554 ขณะที่ปริมาณความต้องการการใช้มีเพียง 114 ล้านลิตรจากการผสมเอทานอลร้อยละ 25 กับน้ำมันเบนซิน
หากเหลียวหลังแลหน้า พบว่าปริมาณความต้องการพลังงานในแต่ละประเภทเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ขณะเดียวกันปริมาณพลังงานในแต่ละแห่งก็ลดลงอย่างรวดเร็ว คงต้องดูกันต่อไปว่าแนวทางของรัฐบาลจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือเพียงแค่นโยบายที่ฉาบฉวยเท่านั้น
(ข้อมูลบางส่วนจากนสพ. กรุงเทพธุรกิจ) |